Untitled Document
Home
หน้าแรก

 คลิกที่นี่เพื่อดูวีดีโอการประชุมผู้ถือหุ้น ประจำปี 2554
*** หากต้องการวีดีโอฉบับเต็ม กรุณาติดต่อที่บริษัทฯ ***

คลิกที่นี่เพื่อชมบรรยากาศภายในงาน

 
รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2554
ของ
บริษัท ซีเอสพี สตีลเซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
 
  วัน-เวลา-สถานที่

              ประชุมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2554 เวลา 10.00 น. ณ ห้องธารทอง โรงแรมมณเฑียรริเวอร์ไซด์ เลขที่ 372 ถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ 10120

 

กรรมการของบริษัทฯที่เข้าร่วมประชุม

 

1.             นายสุภชัย ชัยสุพัฒน์                                         ประธานกรรมการ

2.             นายวีรศักดิ์ ชัยสุพัฒน์                                       กรรมการ

3.             นายกฤษดา ชัยสุพัฒน์                                       กรรมการ

4.             นางพันธิภา ชิวธนาสุนทร                               กรรมการ

5.             นายบรรเจิด สมเสม                                            กรรมการ

6.             พล.ต.ต. วิเชียร สมานพงษ์                                กรรมการ

7.             นายจรัส กาญจนขจิต                                         ประธานกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระ

8.             นายจันทร์แรม อรรถกฤษณ์                             กรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระ

9.             นายสุรชาติ พงษ์ภัทรินทร์                               กรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระ

 

ผู้สอบบัญชีที่เข้าร่วมประชุม

 

1.             นายสมยศ วิวรรธน์อภินัย

2.             นายกฤษดา อุปโยคิน

 

เริ่มการประชุม

 

                พิธีกรได้กล่าวสวัสดีผู้เข้าร่วมประชุมและแนะนำกรรมการบริษัทฯ กรรมการตรวจสอบ ผู้สอบบัญชีที่มาเข้าร่วมประชุม พร้อมทั้งชี้แจงถึงวิธีการออกเสียงลงคะแนนในแต่ละวาระการประชุมว่า ให้ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบหรืออนุมัติตามที่เสนอ แต่หากมีผู้ประสงค์จะคัดค้านหรืองดออกเสียงขอให้แสดงตนโดยการยกมือขึ้น พร้อมทั้งแจ้งความประสงค์คัดค้านหรืองดออกเสียง จากนั้นให้กรอกข้อมูลลงในบัตรลงคะแนนให้ครบถ้วนและมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบจำนวนคะแนนเสียงจากบัตรลงคะแนนจากผู้ถือหุ้นที่ยกมือเพื่อลงมติดังกล่าว แล้วนำมาหักออกจากจำนวนเสียงทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้หากคะแนนเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยให้ถือว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติในวาระนั้นๆตามที่เสนอ    

  

จากนั้น นายสุภชัย ชัยสุพัฒน์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมได้เริ่มเปิดการประชุมโดยแถลงถึงว่า บริษัทฯมีทุนจดทะเบียน  625,000,000 บาท และเรียกชำระแล้ว 500,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 500,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท โดย ณ วันที่ 17 มีนาคม 2554 บริษัทฯมีผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น 561 ราย รวมเป็นจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 500,000,000 หุ้น ทั้งนี้มีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมด้วยตนเองและโดยการมอบฉันทะรวมทั้งสิ้น 54 ราย ถือหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 480,692,912 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 96.139 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกจำหน่ายแล้วของบริษัทฯ ครบองค์ประชุมของบริษัทฯตามข้อบังคับของบริษัทฯ ประธานจึงกล่าวเปิดประชุม และได้มอบหมายให้ นายวีรศักดิ์ ชัยสุพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ทำหน้าที่ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระทั้งหมด 9 วาระ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

วาระที่ 1 พิจารณารับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553

 

ประธานเสนอรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 เนื่องจากรายงานดังกล่าวได้บันทึกถูกต้องตามความจริง ตามเอกสารแนบ 1 ซึ่งได้จัดส่งให้แก่ผู้ถือหุ้นล่วงหน้าแล้ว

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถาม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

 

มติที่ประชุม

                    ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนรับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 ดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

เห็นด้วย                     จำนวน 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ 100.00

ไม่เห็นด้วย               จำนวน          0             เสียง            คิดเป็นร้อยละ      0

งดออกเสียง              จำนวน          0             เสียง           คิดเป็นร้อยละ      0

 

วาระที่ 2  พิจารณารับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2553 และแผนงานประจำปี  2554

 

ประธานรายงานให้ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทฯในรอบปี 2553 ซึ่งปรากฏในรายงานประจำปี 2553 (เอกสารแนบ 2) ซึ่งได้จัดส่งให้ผู้ถือหุ้นพร้อมหนังสือเชิญประชุมแล้ว โดยประธานได้กล่าวเสริมเกี่ยวกับผลการดำเนินงานประจำปี 2553 ของบริษัทฯโดยสรุปว่า สิ้นปีบริษัทฯมีกำไรประมาณ 106 ลบ. และได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมพื้นที่ประมาณ 8,000 ตารางเมตร เสร็จ

 

สิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนในปี 2554 ได้มีการติดตั้งเครื่องจักรแปรรูปสำหรับตัดเหล็กรีดร้อนขนาดหนา และเครื่องจักรแปรรูปขนาดเล็กสำหรับตัดเหล็กแผ่น ซึ่งจะมีงบประมาณการลงทุนเครื่องจักรสำหรับตัดเหล็กเพิ่มเติมรวมมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท โดยใช้สภาพคล่องภายในกิจการในการลงทุน ไม่ได้ขอการสนับสนุนการลงทุนจากเงินกู้ระยะยาวแต่อย่างใด

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถาม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

 

มติที่ประชุม

                   ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนรับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทฯในรอบปี 2553 ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

เห็นด้วย                     จำนวน 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ 100.00

ไม่เห็นด้วย               จำนวน          0             เสียง            คิดเป็นร้อยละ      0

งดออกเสียง              จำนวน          0             เสียง            คิดเป็นร้อยละ      0

 

วาระที่ 3  พิจารณาอนุมัติงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนประจำปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553

 

ประธานฯเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ตามที่ปรากฏในงบการเงินของรายงานประจำปี 2553 ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบ และผ่านการรับรองจากผู้สอบบัญชีแล้ว โดยประธานได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปี 2553 ดังนี้

 

-          งบดุล มีมูลค่าของรายการสินค้าคงคลังเพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจาก ด้วยประสบการณ์ของคณะผู้บริหารที่เล็งเห็นว่าในช่วงปลายปี 2553 ราคาเหล็กตกต่ำ จึงเชื่อว่าราคาเหล็กน่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงต้นปี 2554 จึงได้มีการสต๊อกสินค้าคงคลังเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าตอนปลายปี 2552 ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำไร เนื่องจากราคาเหล็กสูงขึ้นจริงในต้นปี 2554 นี้  ซึ่งการสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 460 ล้านบาทดังกล่าว ส่งผลให้มียอดการใช้เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นของบริษัทฯเพิ่มขึ้นด้วย ประมาณ 292 ล้านบาท และส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี เพิ่มขึ้นประมาณ 107 ล้านบาท ตามลำดับ

-          งบกำไรขาดทุน ประธานได้แสดงตารางข้อมูลเปรียบเทียบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2553 โดยอธิบายว่า ในปี 2551 บริษัทฯมีรายได้ในช่วงต้นปีดีมากเนื่องจากราคาเหล็กพุ่งสูงขึ้นมาก แต่ลดลงลงในช่วงปลายปี

 

เนื่องจากประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันเนื่องมาจากผลกระทบของ Hamburger Crisis ของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งผลกระทบดังกล่าวกระทบยาวมาถึงปี 2552 จึงทำให้ผลประกอบการในปี 2552 ยังคงไม่ค่อยดีนัก ส่วนในปี 2553 มีรายได้อยู่ในระดับดีที่ประมาณค่าเฉลี่ย 5 ปี ของบริษัทฯ แต่มีอัตรากำไรสุทธิดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากคณะผู้บริหารมีแนวคิดใหม่ที่จะพยายามเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สามารถขายได้กำไรมากขึ้น ไม่ได้เน้นแต่การเพิ่มปริมาณการขายเท่านั้น จากนั้น ประธานได้อธิบายถึงผลประกอบการของปี 2553 แบ่งตามรายไตรมาส จะพบว่าในไตรมาสที่ 3 และ 4 จะมียอดขายที่ตกลง อันมีสาเหตุมาจากประเทศไทยประสบกับปัญหาน้ำท่วมทำให้ความต้องการใช้เหล็กลดลงตาม กำไรจึงลดลงตาม และหากวิเคราะห์ผลประกอบการรายไตรมาสแยกตามประเภทเหล็ก จะพบว่า ในแต่ละไตรมาสสัดส่วนการขายเหล็กแต่ละประเภทไม่ได้แตกต่างกันมากนัก  เพียงแต่ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 เหล็กรีดเย็นจะมียอดขายสูงกว่าไตรมาสอื่นๆเนื่องจากอุตสาหกรรมยายนต์มีการฟื้นตัวดีขึ้น ทางบริษัทฯจึงขายเหล็กรีดเย็นรวมไปถึงท่อเหล็กรีดเย็นที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยานยนต์ต่างๆได้ดีขึ้น ซึ่งการขายสินค้าที่มีการแปรรูปมากขึ้น ยิ่งส่งผลให้บริษัทฯมีผลกำไรที่ดีขึ้นตามไปด้วย จากนั้นประธานได้วิเคราะห์และอธิบายให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็กในแต่ละไตรมาสในช่วงปี 53 ที่จะเห็นได้ว่าราคาของเหล็กรีดร้อนและเย็นมี trend ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ราคาเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ต้นปีแต่มาตกลงในช่วงไตรมาสสุดท้าย ทางคณะผู้บริหารจึงคาดการณ์ว่าราคาเหล็กจะกลับมาสูงขึ้นอีกในช่วงต้นปี 2554 จึงได้มีการสต๊อกสินค้าไว้เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ในต้นปี 2554 นี้ ราคาเหล็กรีดร้อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 25-26 บาทต่อกิโลกรัม ราคาเหล็กรีดเย็นประมาณ 29-30 บาทต่อกิโลกรัม และท้ายสุดประธานได้ชี้แจงถึงสัดส่วนยอดขายตามกลุ่มอุตสาหกรรมในปี 2553 โดยส่วนใหญ่ประมาณ 30% ของยอดขายรวมมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ รองลงมาคือ กลุ่มผู้ค้าส่งรายใหญ่ 26%, เฟอร์นิเจอร์ 18%, อื่นๆ 12%, เครื่องใช้ไฟฟ้า 10% และท่อเหล็ก 4% ซึ่งทางบริษัทยังคงเน้นการขายให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เนื่องจากคณะผู้บริหารมองว่ายังคงมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก โดยเชื่อว่าหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นประสบกับภัยธรรมชาติในช่วงต้นปี 2554 ที่ผ่านมานี้ มีแนวโน้มที่ทางญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตมายังไทยมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว จึงถือเป็นโอกาสที่ดีของทางบริษัทฯอีกประการหนึ่ง 

 

ประธานฯได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถามเพิ่มเติม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

 

มติที่ประชุม

                  ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนพิจารณาอนุมัติงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนประจำปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

เห็นด้วย                     จำนวน 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ 100.00

ไม่เห็นด้วย               จำนวน          0             เสียง           คิดเป็นร้อยละ      0

งดออกเสียง              จำนวน          0             เสียง          คิดเป็นร้อยละ      0

 

วาระที่ 4 พิจารณาอนุมัติการจัดสรรกำไรเพื่อเงินสำรองตามกฎหมาย

 

ประธานฯเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินกำไรเพื่อสำรองตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และข้อบังคับบริษัทข้อ 48 เรื่องเงินสำรอง “บริษัทจะต้องจัดสรรเงินกำไรสุทธิประจำปีส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิประจำปี หักด้วยยอดเงินขาดทุนสะสมยกมา (ถ้ามี) จนกว่าทุนสำรองนี้จะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน” ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทยังมีทุนสำรองดังกล่าวน้อยกว่าร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน บริษัทจึงได้จัดสรรกำไรประจำปี 2553 ไว้เป็นทุนสำรองจำนวน 5,500,000 บาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีทุนสำรองเท่ากับ 5,950,000 บาท

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่

เมื่อไม่มีผู้ใดซักถามเพิ่มเติม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

 

มติที่ประชุม

                 ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนพิจารณาอนุมัติให้จัดสรรกำไรไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมายจำนวน 5,500,000 บาท ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

เห็นด้วย                     จำนวน 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ 100.00

ไม่เห็นด้วย               จำนวน          0             เสียง            คิดเป็นร้อยละ      0

งดออกเสียง              จำนวน          0             เสียง            คิดเป็นร้อยละ      0

 

วาระที่ 5    พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2553

 

ประธานฯเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2553 ซึ่งบริษัทฯ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ โดยกำหนดให้บริษัทฯจ่ายเงินปันผล “ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล อย่างไรก็ตามบริษัทฯ อาจกำหนดให้การจ่ายเงินปันผลมีอัตราน้อยกว่าอัตราที่กำหนดข้างต้นได้ หากบริษัทฯมีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินกำไรสุทธิจำนวนดังกล่าวมาใช้เพื่อ

  

ขยายการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อไป” ทั้งนี้ เนื่องจากผลการดำเนินงานของบริษัทฯมีกำไรสุทธิ 106.66 ล้านบาท และบริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.16 บาท คิดเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้นจำนวน 79.39 ล้านบาท

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถาม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

 

มติที่ประชุม

                  ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในรอบปี 2553 ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

เห็นด้วย                     จำนวน 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ 100.00

ไม่เห็นด้วย               จำนวน          0             เสียง           คิดเป็นร้อยละ      0

งดออกเสียง              จำนวน          0             เสียง           คิดเป็นร้อยละ      0

 

วาระที่ 6    พิจารณาอนุมัติเลือกตั้งกรรมการใหม่แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ

 

ประธานฯเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า ตามข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 18 กำหนดให้ “ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้งให้กรรมการออกจากตำแหน่งอย่างน้อย 1 ใน 3 ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้เป็นสามส่วนไม่ได้ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วน 1 ใน 3 กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งในปีแรก และปีที่สองภายหลังจดทะเบียนบริษัทฯนั้น ให้ใช้วิธีจับสลากกันว่าผู้ใดจะออก ส่วนปีหลังๆ ต่อไปให้กรรมการคนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้นเป็นผู้ออกจากตำแหน่ง กรรมการที่ออกตามวาระนั้นอาจถูกเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ก็ได้” โดยในปีนี้มีกรรมการที่ออกตามวาระจำนวน 3 ท่าน คือ

 

 (1) นายสุภชัย  ชัยสุพัฒน์           ประธานกรรมการ

 (2) นายวีรศักดิ์ ชัยสุพัฒน์           กรรมการ

 (3) นายกฤษดา ชัยสุพัฒน์          กรรมการ

 

ซึ่งข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับกรรมการ และประวัติการเข้าร่วมประชุม ปรากฎตามเอกสารแนบ 4 โดยคณะกรรมการบริษัทฯ ซึ่งกรรมการที่มีส่วนได้เสียไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาในวาระนี้ ได้พิจารณาแล้ว โดยใช้เกณฑ์ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทำงานและประโยชน์ที่ทำให้บริษัทฯในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งกรรมการดังกล่าว และเห็นว่ากรรมการทั้ง 3 ท่าน ที่ครบกำหนดต้องออกจากตำแหน่งตามวาระนั้น เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทฯเป็นอย่างดี สมควรเลือกกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระทั้ง 3 ท่าน กลับเข้าเป็นกรรมการบริษัทฯใหม่อีกวาระหนึ่ง

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถาม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

 

มติที่ประชุม 

                   ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วมีมติแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระในครั้งนี้ จำนวน 3 ท่าน กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอีกวาระหนึ่ง ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

1. นายสุภชัย  ชัยสุพัฒน์            

เห็นชอบ 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ    100.00

ไม่เห็นชอบ          0         เสียง          คิดเป็นร้อยละ        0

งดออกเสียง          0         เสียง          คิดเป็นร้อยละ        0

 

2. นายวีรศักดิ์  ชัยสุพัฒน์

เห็นชอบ 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ    100.00

ไม่เห็นชอบ          0         เสียง         คิดเป็นร้อยละ        0

งดออกเสียง          0         เสียง         คิดเป็นร้อยละ        0

 

3. นายกฤษดา  ชัยสุพัฒน์

เห็นชอบ 480,692,912 เสียง           คิดเป็นร้อยละ    100.00

ไม่เห็นชอบ          0         เสียง         คิดเป็นร้อยละ        0

งดออกเสียง          0         เสียง        คิดเป็นร้อยละ        0

 

วาระที่ 7  พิจารณากำหนดค่าตอบแทนกรรมการสำหรับปี 2554

 

ประธานฯเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาผลตอบแทน โดยเทียบเคียงกับอุตสาหกรรมเดียวกัน ดังนี้

ค่าตอบแทน เบี้ยประชุม และค่าบำเหน็จจากผลการดำเนินงาน รวมกันเป็นจำนวนไม่เกิน 2,000,000 บาท  (สองล้านบาท) ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาตลอด 5 ปี ทางบริษัทฯยังคงค่าตอบแทนในจำนวนดังกล่าวมาโดยตลอด

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถาม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

  

มติที่ประชุม

                   ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนอนุมัติกำหนดค่าตอบแทนกรรมการประจำปี 2554 ตามที่เสนอ ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

เห็นด้วย                     จำนวน 480,692,912  เสียง          คิดเป็นร้อยละ 100.00

ไม่เห็นด้วย               จำนวน          0             เสียง           คิดเป็นร้อยละ      0

งดออกเสียง              จำนวน          0             เสียง           คิดเป็นร้อยละ      0

 

วาระที่ 8  พิจารณาแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี และการกำหนดค่าสอบบัญชีสำหรับปี 2554

 

ประธานฯรายงานให้ที่ประชุมทราบว่าคณะกรรมการบริษัทโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบ เห็นสมควรให้ที่ประชุมพิจารณาแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี จาก บริษัท เอส พี ออดิท จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ สำหรับปี 2554 ตามรายละเอียด เอกสารแนบ 5 ที่ได้จัดส่งให้แก่ผู้ถือหุ้นล่วงหน้าแล้ว อันได้แก่

 

-                   นางสาวซูซาน เอี่ยมวณิชชา                         ผู้สอบบัญชีอนุญาตเลขที่ 4306 และ/หรือ

-                   นายสุชาติ พานิชย์เจริญ                                ผู้สอบบัญชีอนุญาตเลขที่ 4475 และ/หรือ

-                   นายสมยศ วิวรรธน์อภินัย                              ผู้สอบบัญชีอนุญาตเลขที่ 5476

 

โดยให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ทำการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทพร้อมกำหนดค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงิน 650,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นในงานสอบบัญชีเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับค่าสอบบัญชีในปี 2553 ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีตามรายชื่อที่เสนอมานั้นไม่มีความสัมพันธ์หรือส่วนได้เสียกับบริษัท/ผู้บริหาร/ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถาม ประธานจึงขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้

 

มติที่ประชุม

                   ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนอนุมัติแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีและการกำหนดค่าสอบบัญชีสำหรับปี 2554 ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้

เห็นด้วย                     จำนวน 480,692,912  เสียง          คิดเป็นร้อยละ 100.00

ไม่เห็นด้วย               จำนวน          0             เสียง            คิดเป็นร้อยละ      0

งดออกเสียง              จำนวน          0             เสียง            คิดเป็นร้อยละ      0

 

วาระที่ 9  พิจารณาเรื่องอื่น ๆ   (ถ้ามี)  

 

ไม่มีผู้ใดเสนอเรื่องอื่นใดให้พิจารณาเป็นพิเศษ เพียงแต่ นายพงศธร พานิชเสถียร ผู้รับมอบฉันทะจาก นางสาวจันทิรา ลือสกุล ซึ่งถือหุ้นบริษัทฯอยู่จำนวน 100 หุ้น ได้มีข้อสงสัยทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานและความรู้พื้นฐานของอุตสาหกรรมเหล็กจึงได้ทำการสอบถามเพิ่มเติมดังนี้

 

1.             เหตุใดในปี 2553 บริษัทฯจึงมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็นจำนวนมาก, บริษัทฯจะยังคงสามารถรักษาระดับกำไรดังกล่าวในปีถัดๆไปได้หรือไม่ และทางคณะผู้บริหารมองว่าอนาคตของอุตสาหกรรมเหล็กนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

- ทางประธานได้ตอบคำถามโดยอ้างอิงจากผลการดำเนินงานที่ได้อธิบายไปแล้วในวาระที่ 3 ว่า ในปี 2551 บริษัทฯมีรายได้ค่อนข้างสูง เนื่องจากราคาสินค้าทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นมากรวมไปถึงราคาเหล็ก แต่ปลายปีราคาตกลงอย่างรวดเร็วอันเป็นผลมาจาก Hamburger Crisis ดังนั้น ในปี 2551 ผลประกอบการยังคงไม่สามารถนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดได้ดีเพราะมีผลกระทบจากการ Swing ตัวของราคามาก ส่วนในปี 2552 ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำดังกล่าว ผลประกอบการจึงยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปี 2553 ผลประกอบการสามารถถือเป็นมาตรฐานได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า รายได้อยู่ในระดับเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาของบริษัทฯ แต่มีกำไรอยู่ในระดับที่ดีขึ้น เพราะทางคณะผู้บริหารมีความตั้งใจที่จะผลิตและขายสินค้าที่มี Added-Value เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของบริษัทฯ อันจะเพิ่มอัตรากำไรโดยรวมให้กับบริษัทฯต่อไป โดยเป้ารายได้ของบริษัทฯในปี 2554 นี้ มุ่งหวังให้ยอดขายที่เป็นจำนวนน้ำหนักตันเพิ่มขึ้น 10% หรือเพิ่มเป็น 110,000 ตัน เนื่องจากรายได้ในปี 2553 มีการเติบโตจากปี 2552 ประมาณ 10% เช่นกัน จาก 90,000 ตัน เป็น 100,000 ตัน ประกอบกับหากราคาเหล็กยังคงรักษาระดับสูงตลอดปีเท่าที่เพิ่มขึ้นมาแล้วในไตรมาสที่ 1 นี้ประมาณอีก 10% โดยรวมคาดว่า รายได้จากการขายสินค้าของบริษัทฯจะสามารถเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% ได้ และตั้งเป้าที่จะรักษาระดับ Margin ให้ใกล้เคียงกับปี 2553 ส่วนทางด้านภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็ก ทางประธานได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดกับประเทศญี่ปุ่นว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการเหล็กของไทยค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน-รีดเย็นรายใหญ่ของโลก เมื่อเกิดวิกฤตดังกล่าวโรงงานผลิตเหล็กไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนักแต่ได้รับผลกระทบจากการขาดไฟฟ้าในกระบวนการผลิตที่หายไปถึงประมาณ 25% จึงส่งผลต่อกำลังการผลิตโดยรวมได้ และอาจส่งผลกระทบต่อไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ ในด้านของ demand ที่ลดลง เนื่องจากญี่ปุ่นยังคงต้องใช้เวลาในการเก็บกวาดรักษาประเทศให้อยู่ตัวก่อนที่จะมีการลงทุนสร้างใหม่ ซึ่งคาดว่าในไตรมาสที่ 3 ญี่ปุ่นน่าจะกลับมาพร้อมที่จะลงทุนและ reconstruction บ้านเมืองใหม่อีกครั้ง demand ในการใช้เหล็กก็จะมีมากขึ้นตาม  ส่วนผลกระทบในด้านของราคาเหล็ก ปัจจุบันราคาเหล็กจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ที่ถือว่าเป็นแหล่งผลิตเหล็กชั้นดีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้มีการปรับราคาสูงขึ้น แต่เหล็กจากจีนสำหรับสินค้าทั่วไปมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ไม่มาก

 

เนื่องจาก สินแร่เหล็กยังคงมีราคาสูงอยู่ เพราะยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ออสเตรเลียอันเป็นแหล่งของสินแร่เหล็กเมื่อต้นปี เฉลี่ยไตรมาสแรก ราคาเหล็กเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนแล้วกว่าประมาณ 20% จะเห็นได้ว่าการที่ราคาเหล็กสูงขึ้นดังกล่าวไม่ได้สูงขึ้นจากการเก็งกำไร แต่สูงขึ้นจากการขาด Supply ของวัตถุดิบที่เป็นสินแร่เหล็ก ซึ่งต่างจากการขึ้นราคาเหล็กของปี 2551 ที่บริษัทฯมองว่าราคาขึ้นมาจากการเก็งกำไรของราคาสินค้าทั่วโลกก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการที่ราคาสูงขึ้นจาก Supply น่าจะมีเสถียรภาพมากกว่าการที่ราคาสูงขึ้นจากการเก็งกำไร ซึ่งทางบริษัทฯได้มีการสต๊อกสินค้าในช่วงปลายปีก่อนที่มีราคาต่ำไว้ในระดับหนึ่งจากทั้งในและต่างประเทศ โดยยังคงคำนึงถึงราคาและคุณภาพที่เหมาะสมเช่นเดิม การที่ราคาเหล็กขึ้นในปีนี้จึงส่งผลดีต่อบริษัทฯได้

2.    กลุ่มลูกค้าหลักคือใครบ้าง, มีการบริหารความเสี่ยงอย่างไรบ้างในส่วนของการสต๊อกสินค้าคงคลังและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

        - ทางประธานตอบว่า บริษัทฯไม่ได้พึ่งพิงกลุ่มลูกค้าที่เป็นอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะมากจนเกินไป ดังจะเห็นได้ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์มียอดขายคิดเป็นเพียง 30% ของยอดขายรวม และยังมีกลุ่มผู้ค้าส่งอีก 26% ของรายได้รวม ซึ่งทางบริษัทฯได้คอยพิจารณาและบริหารถึงความเสี่ยงในสัดส่วนของรายได้จากแต่ละกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯอยู่เสมอ ดังตัวอย่างเช่น ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทฯยังสร้างยอดขายไม่ถึง 5% ของยอดขายรวมของบริษัทฯ ความเสี่ยงในการพึ่งพิงกลุ่มลูกค้าหรือลูกค้ารายใดรายหนึ่งจึงอยู่ในระดับต่ำมาก ส่วนทางด้าน Suppliers ทางบริษัทฯมีการกระจายความเสี่ยงเช่นกัน โดยมีการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหลายราย ทั้งจากในและต่างประเทศ และถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎเกณฑ์ Anti- Dumping หรือเกณฑ์มาตรฐานการนำเข้าสินค้าจาก ส.ม.อ. ทางบริษัทฯก็ได้ดำเนินงานตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว จนปัจจุบันมีโรงงานที่บริษัทฯนำเข้าสินค้าผ่านเกณฑ์มากกว่า 10 โรงงานขึ้นไป แสดงให้เห็นถึงการเปิดกว้างในการจัดหาแหล่งป้อนสินค้าให้กับบริษัทฯ ส่วนทางด้านการลดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงิน ทางบริษัทฯมีการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างการจองซื้อ Forward กับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ค่าเงิน  นอกจากนี้ ทางบริษัทฯยังมีการได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินหลายแห่ง สามารถช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของแหล่งที่มาของเงินทุนและช่วยเพิ่มการต่อรองด้านดอกเบี้ยจ่ายอีกด้วย

3.    เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็กมีความต้องการของเงินทุนหมุนเวียนค่อนข้างสูง ทางบริษัทฯมีแหล่งเงินทุนเพียงพอที่จะดำเนินการหรือไม่ และทางคณะผู้บริหารมีแนวคิดที่จะขยายกิจการไปทำธุรกิจต้นน้ำเพื่อให้ได้ Economy of scale อย่างบริษัท SSI ที่ไปซื้อโรงถลุงเหล็กที่อังกฤษ หรือมีแนวคิดที่จะ Merge กับบริษัทอื่นเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจหรือไม่

        

        - ทางประธานตอบว่า ปัจจุบันบริษัทฯมียอดใช้สินเชื่อประมาณ 70-80% ของวงเงินสินเชื่อรวมทั้งหมดที่ได้รับจากสถาบันการเงินต่างๆ แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯยังคงมีวงเงินทุนรองรับในการเติบโตของยอดขายของกิจการได้อีกในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องการขยายกิจการไปต้นน้ำนั้น ทางบริษัทฯไม่ได้มีความมุ่งหวังที่จะขยายไปยังกิจการต้นน้ำ เพราะคู่แข่งค่อนข้างมีล้นตลาดแล้ว แต่มีแผนที่จะขยายไปยังปลายน้ำมากกว่า กล่าวคือมีแผนที่จะขยายพัฒนาด้านสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น เพื่อเพิ่ม Margin ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในเบื้องต้น ดังเห็นได้จากที่บริษัทฯได้มีการพัฒนา Product Line ด้านท่อเหล็กรีดเย็นขึ้น ซึ่งสามารถช่วยให้บริษัทฯมีอัตรากำไรที่ดีขึ้นได้ ส่วนด้านการ Merge กับบริษัทอื่นๆ ทางบริษัทฯมีความยินดีหากได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจ ที่เป็นประโยชน์โดยรวมต่อบริษัทฯและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมไปถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาถึงข้อดี-ข้อเสียของการ Merge กิจการ กล่าวคือ การ Merging ช่วยให้กิจการมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่หากไปรวมกับบริษัทที่มีปัญหา อาจส่งผลให้บริษัทฯประสบปัญหาไปด้วยได้ ทั้งนี้ ทางคณะผู้บริหารได้เปิดโอกาสที่จะรับพิจารณาข้อเสนอในการ Merging จากบริษัทอื่นๆอยู่ตลอด

4.     ปัจจุบันการค้าขายระหว่างประเทศเปิดกว้างในเขตเอเชีย บริษัทฯคิดว่าจะได้รับผลกระทบหรือมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง

        - ประธานตอบ ทุกวันนี้ บริษัทฯมีคู่ค้าหลายรายที่เข้ามาติดต่อกับกิจการ ซึ่งทางบริษัทฯก็มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีกับบริษัทต่างชาติเหล่านั้นมาโดยตลอด และทางบริษัทฯเองก็หาทางศึกษาที่จะใช้ประโยชน์จากการค้าเสรีระหว่างประเทศในเขตเอเชียเหล่านั้นเช่นกัน เช่น การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี JTEPA ที่ช่วยให้บริษัทฯสามารถลดหย่อนภาษีในการนำเข้าเหล็กบางประเภทจากประเทศญี่ปุ่น หรือการได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กบางประเภทอย่าง Aluzinc จากจีน เป็นต้น

5.    บริษัทฯมีการวางแผนการบริหารด้าน Logistic อย่างไรบ้าง และผู้บริหารมี Vision ในอีก 3-4 ปีข้างหน้าอย่างไรบ้าง

        - ประธานตอบว่า ปัจจุบันบริษัทฯบริหารการขนส่งโดยมีรถขนส่งของตนเอง ไม่ได้มีการจ้างบริษัท Logistic ข้างนอก และในเรื่องของการบริหารค่าน้ำมัน ทางบริษัทฯเองก็มีแทงค์เก็บน้ำมันเพื่อใช้เติมรถขนส่งของตนเองอีกด้วย อีกทั้งที่ตั้งของโรงงานในปัจจุบันคือ สุขสวัสดิ์ 78 ซึ่งถือได้ว่าเป็นที่ตั้งที่เหมาะสมเนื่องจากอยู่ใกล้กับสะพานกาญจนาที่เชื่อมต่อไปยังสำโรง –บางนา และใกล้วงแหวนอุตสาหกรรมที่สามารถวิ่งข้ามมายังฝั่งพระราม 3 ได้ ส่วน Vision ของผู้บริหารนั้น มองว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัทฯได้ตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันออกมากนั้น ทางบริษัทฯมีโครงการในอนาคตที่อาจจะไปสร้างโรงงานอีกแห่งในเขตภาคตะวันออกเพื่อให้สะดวกต่อการขนส่งสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงโครงการขยายการผลิตสินค้าที่เป็นสำเร็จรูปมากขึ้นเพื่อให้บริษัทฯมีอัตรากำไรโดยรวม

  

        สูงขึ้น ซึ่งผู้บริหารพิจารณาเห็นว่าด้วยวัตถุดิบและ know how ที่ทางบริษัทฯมีนั้นสามารที่จะแข่งขันในตลาดสินค้าสำเร็จรูปในอนาคตได้เช่นกัน

6.    Gross Margin และ Net Margin องบริษัทฯเป็นอย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน และบริษัทฯมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง

 - ประธานตอบว่า จากปี 2553 บริษัทฯมี Gross Margin ที่ประมาณ 8-9% และมี Net Margin ที่ประมาณ 4% ซึ่ง Target คือประมาณ 4-5% เมื่อเทียบกับรายอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน จะเห็นได้ว่า บริษัทฯมี Net Margin ที่ค่อข้างดี เพราะบางบริษัทมียอดขายสูงกว่าทางบริษัทฯแต่มีกำไรเท่ากันหรือน้อยกว่า ถือได้ว่าอยู่ใน Top 5 ก็ว่าได้ ส่วนผลตอบแทนด้าน Yield to Dividend ก็ถือว่าอยู่ใน Top 5 เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ได้มีการจัดกลุ่มหุ้นของอุตสาหกรรมเหล็กขึ้นมาโดยเฉพาะและจะเห็นได้ว่านักวิเคราะห์หุ้นหลายแหล่งสนับสนุนว่า CSP ติดอันดับ 1 ใน 5 ของกลุ่มหุ้นเหล็กที่ให้ผลตอบแทนดีเช่นกัน   

7.    คณะผู้บริหารมีวิธีในการบรรเทาความเสียหายจากวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง

- ประธานชี้แจงว่า ทางคณะผู้บริหารได้บริหารงานอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่นการบริหารสต๊อกสินค้าคงคลังที่เคยซื้อมากในช่วงปลายปีก่อน ปัจจุบันเมื่อราคาสูงขึ้นได้มีการทยอยลดการ สต๊อกให้น้อยลง คงไว้ระดับที่เพียงพอต่อการขายในปัจจุบันประมาณ 2-3 เดือน รวมไปถึงการพยายามเพิ่มมูลค่าในสินค้าเพื่อให้ทางบริษัทฯสามารถ charge ราคาสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น ช่วยให้มีอัตรากำไรสูงขึ้น อันจะเป็นส่วนรองรับกับความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาเหล็กได้

 

ประธานได้สอบถามที่ประชุมว่า มีผู้ถือหุ้นท่านใดต้องการซักถามเพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้ใดซักถาม ประธานจึงเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า การพิจารณาตามระเบียบวาระการประชุมที่คณะกรรมการบริษัทฯเสนอได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และเมื่อไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดมีข้อซักถามหรือเสนอแนะเพิ่มเติมอีก ประธานฯจึงขอปิดการประชุม และกล่าวขอบคุณผู้ถือหุ้นที่มาร่วมประชุมตามลำดับ

 

ปิดประชุมเวลา 11.20 น.

 

ลงชื่อ..........................................................ประธานที่ประชุ

(นายสุภชัย   ชัยสุพัฒน์)

 

 

ลงชื่อ........................................................ผู้บันทึกการประชุม

(น.ส. สุพพัชชา แสนสุข)

 

คลิกที่นี่เพื่อชมบรรยากาศภายในงาน